จากรากฐานบริษัทที่มีประวัติยาวนานกว่าศตวรรษ (เริ่มก่อตั้งที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1879 (พ.ศ. 2422) ในนามบริษัท Pacific Coast Oil จำกัด) ในวันนี้เชฟรอนเป็นบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานราโมน มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเชฟรอนดำเนินธุรกิจในประเทศต่าง ๆ กว่า 180 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมการดำเนินงานด้านพลังงานที่ครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจและผลิต การกลั่น การตลาดและการขนส่ง การผลิตและจำหน่ายเคมีภัณฑ์ รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้า
และในเดือนสิงหาคม 2548 เชฟรอนได้เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกหลังจากการผนวกรวมกิจการกับบริษัทยูโนแคล โดยการผนวกรวมครั้งสำคัญนี้ทำให้เชฟรอนกลายเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงานระดับโลกอย่างแท้จริง ทั้งยังมีแหล่งผลิตในพื้นที่สำคัญต่าง ๆ ทั่วโลกมากขึ้นอีกจนทำให้เราเป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่อันดับ 5 ของโลก และมีปริมาณปิโตรเลียมสำรองสูงเป็นอันดับ 3 เชฟรอนยังคงเดินหน้าต่อไปด้วยพลังของพนักงานกว่า 56,000 คนทั่วโลกที่มีพันธสัญญาในการร่วมสร้างอนาคตที่สดใสในทุก ๆ ที่ที่เชฟรอนเข้าไปปฏิบัติงาน
ที่เชฟรอนเรายังให้ความสำคัญกับพลังงานมนุษย์หรือ Human energy™ เนื่องจากพลังงานมนุษย์นั้นเป็นพลังงานที่พิเศษ ไม่ได้มีหน่วยวัดเป็นบาร์เรล ไม่ได้สูบมาจากผืนดินหรือใต้ท้องทะเลที่ไหน แต่เป็นพลังงานอันยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าพลังงานอื่นใดบนโลก และเป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้พลังงานมนุษย์ยังสื่อความหมายอีกหลายประการได้แก่..
• การสะท้อนเจตนารมณ์ของเชฟรอนที่มุ่งสรรหาพลังงานเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ
• พนักงานของเชฟรอนทั่วโลกกว่า 56,000 คน
• การส่งเสริมและผสานความเป็นพันธมิตรกับองค์กรต่าง ๆ
ส่วนตราสัญลักษณ์ของเชฟรอน
(แถบบั้งสีฟ้าและสีแดง)
ได้ถูกออกแบบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1931 (พ.ศ.
2474)
เพื่อให้เป็นที่จดจำได้ง่ายสำหรับผู้ที่ขับขี่รถผ่านไปมา
(เนื่องจากเชฟรอนมีสถานีบริการน้ำมันอยู่ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา)
โดยมีการปรับปรุงรูปโฉมอยู่เป็นระยะ ๆ
และล่าสุด เมื่อเดือนพฤษภาคม 2548
ที่ผ่านมา
เชฟรอนได้มีการปรับโฉมตราสัญลักษณ์อีกครั้งเพื่อให้สะท้อนถึงการก้าวไปข้างหน้าและการเปลี่ยนแปลงของบริษัท
โดยตราสัญลักษณ์ใหม่นี้
(ซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน)
ให้ความรู้สึกเหมือนมีระลอกคลื่นที่เคลื่อนไหวอยู่ภายในแถบบั้งรูปตัววีสีฟ้าและแดง
มีความลึกและมีมิติ
ส่วนตัวอักษรที่สะกดคำว่า "เชฟรอน"
ได้ถูกปรับปรุงให้ดูเป็นมิตรและเปิดกว้าง
โดยใช้สีฟ้าที่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น
เชฟรอนประเทศไทย
หลังจากที่เชฟรอนได้มีการผนวกรวมกิจการกับยูแคลไทยแลนด์เมื่อเดือนสิงหาคม
2548
ได้สร้างเสริมฐานธุรกิจของเชฟรอนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกระดับหนึ่งในฐานะผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติชั้นนำของประเทศไทย
ขณะนี้เรามีแท่นที่ดำเนินการผลิตปิโตรเลียมมากกว่า
200 แท่นในอ่าวไทย ซึ่งผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว
(คอนเดทเสท) ได้ประมาณ
129,000 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติอีกกว่า 1,600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ปัจจุบันเชฟรอนมีแปลงสัมปทานครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้นมากกว่า
32,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย โดยปริมาณการผลิตในปัจจุบันมาจากพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม 23 แห่ง นอกจากนี้ เชฟรอนยังถือหุ้นร้อยละ 16 ในแหล่งก๊าซอาทิตย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมนวมินทร์อีกด้วย
ก๊าซธรรมชาติที่เชฟรอนผลิตได้ในประเทศไทยสามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 1 ใน 3 ของปริมาณความต้องการภายในประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้มากกว่าร้อยละ 75 นำไปใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 25 นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม เชื้อเพลิงพาหนะ ก๊าซหุงต้ม และวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ทั้งนี้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ทั้งหมดส่งให้กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่ง ปตท. จะส่งก๊าซผ่านท่อใต้ทะเลไปยังโรงแยกก๊าซธรรมชาติของ ปตท. ที่จังหวัดระยองและนครศรีธรรมราช เพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไป ส่วนน้ำมันดิบที่เราผลิตได้นั้นจะมีการจัดจำหน่ายให้กับโรงกลั่นในประเทศ เช่น ไทยออยล์และบางจาก และส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศด้วย
บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มีผู้ร่วมทุนในการดำเนินกิจการ 4 บริษัท ได้แก่:
• บริษัท มิตซุยออยล์ เอ็กซโปลเรชั่น จำกัด
• บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)
• บริษัท เฮสส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
• บริษัท พลังโสภณ สอง จำกัด
|