ถาม-ตอบ
บริษัทเชฟรอนฯ
เข้ามาลงทุนในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไหร่และใช้เงินลงทุนในประเทศไทยไปเป็นจำนวนเท่าไหร่
บริษัทเชฟรอนประเทศไทยฯ เป็นบริษัทในเครือบริษัทเชฟรอนคอร์ปอร์เรชั่นซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซานราโมน รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นบริษัทแรกที่ได้สัมปทานจากรัฐบาลไทยในการเข้ามาดำเนินการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505 ตั้งแต่นั้นมา บริษัทฯ ได้ลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องเพื่อสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานภายในประเทศ โดยได้ลงทุนไปแล้วประมาณกว่าสี่แสนล้านบาท (12.75 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งนับว่าเป็นบริษัทต่างประเทศอันดับต้นๆ ที่ลงทุนในประเทศไทยมากที่สุด
ตั้งแต่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเชฟรอนเคยไปสำรวจที่ใดในประเทศไทยมาแล้วบ้าง และพบแหล่งปิโตรเลียมหรือไม่
เมื่อเริ่มเข้ามาดำเนินกิจการในประเทศไทย เชฟรอนได้ไปทำการสำรวจหาแหล่งน้ำมันดิบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ เช่น ที่จังหวัดกาฬสินธ์ และจังหวัดสกลนคร เป็นต้น แต่ไม่พบแหล่งน้ำมันดิบหรือแหล่งก๊าซธรรมชาติที่มีปริมาณมากพอที่จะพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2511 บริษัทฯ ได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมในอ่าวไทยเพื่อค้นหาแหล่งปิโตรเลียมนอกฝั่ง บริษัทฯ ดำเนินการสำรวจเรื่อยมาจนประสบความสำเร็จค้นพบพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์แห่งแรกของประเทศไทยในปี พ.ศ.2516 ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า "เอราวัณ" ภายหลังการลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกับปตท. แล้วเสร็จ บริษัทฯ จึงเริ่มพัฒนาพื้นที่ผลิตก๊าซธรรมชาติดังกล่าว โดยได้ติดตั้งแท่นหลุมผลิตและแท่นผลิตกลาง โดยที่ปตท. เป็นผู้ดำเนินการวางท่อใต้ทะเลความยาว 425 กิโลเมตรเพื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติมาขึ้นฝั่งที่จังหวัดระยอง การผลิตก๊าซธรรมชาติจึงเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ของประเทศในเวลาต่อมา
นอกจากการสำรวจในอ่าวไทยแล้ว เชฟรอนยังเคยไปทำการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมในทะเลฝั่งอันดามันอีกด้วยแต่เป็นที่น่าเสียดายว่าไม่พบแหล่งปิโตรเลียมที่มากพอที่จะพัฒนาต่อในเชิงพาณิชย์
ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้และส่งมาที่จังหวัดระยองนั้น
นำไปใช้ทำประโยชน์ในด้านใดบ้าง
เมื่อก๊าซธรรมชาติถูกขนส่งผ่านทางท่อใต้ทะเลมาขึ้นฝั่งที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่จังหวัดระยองแล้ว ก็จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติที่โรงแยกก๊าซของ ปตท. เพื่อนำไปแยกออกมาเป็นก๊าซมีเทน (หรือศัพท์ทางเคมีเรียก (C1) ก๊าซอีเทน (C2) ก๊าซโปรเพน (C3) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (C3 + C4) ก๊าซธรรมชาติเหลว (C5) ก๊าซส่วนที่เบาที่สุดคือก๊าซมีเทน (C1) นั้นจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยทางปตท. จะส่งต่อไปยังโรงไฟฟ้าหลายแห่งซึ่งดำเนินการโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงนั้นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับโรงไฟฟ้าเมื่อเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ถ่านหิน หรือน้ำมันเตาที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เนื่องจากก๊าซธรรมชาติให้ค่าความร้อนสูง มีราคาถูก และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับสภาพแวดล้อมหรือสร้างมลภาวะทางอากาศ และสามารถผลิตได้ในประเทศของเราเอง นอกจากนั้นก๊าซธรรมชาติยังนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในอุตสาหกรรมซีเมนต์และเซรามิค เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ และเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี เป็นต้น ส่วนก๊าซที่เหลือก็ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อผลิตเม็ดพลาสติก ยางรถยนต์ ของเด็กเล่น เสื้อผ้า และอุปกรณ์ของใช้ต่างๆ อีกมากมาย นอกจากนั้นยังนำไปใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือนอีกด้วย
บริษัทเชฟรอนประเทศไทยฯ
มีแหล่งปฏิบัติการอยู่ที่ใดบ้าง
เชฟรอนดำเนินการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย เป็นบริษัทแรก ปัจจุบันบริษัทฯ มีแท่นผลิตก๊าซธรรมชาติ แท่นผลิตน้ำมันดิบ แท่นที่พักอาศัยของพนักงานที่ปฏิบัติการนอกฝั่ง จำนวน 180 แท่น มีเรือกักเก็บและขนถ่ายน้ำมันดิบ 3 ลำ เรือกักเก็บและขนถ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ลำ นอกจากแหล่งปฏิบัติการนอกฝั่งแล้ว บริษัทฯ ยังมีฐานซ่อมบำรุง ฐานส่งกำลังบำรุง คลังพัสดุ ห้องปฏิบัติการวิเคราะห์และศูนย์ฝึกอบรมพนักงานและพนักงานผู้รับเหมาของบริษัทฯ ทางด้านช่างเทคนิคปิโตรเลียมและด้านการปฏิบัติเพื่อรับมือเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ส่วนสำนักงานใหญ่ของบริษัทฯ อยู่ที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้เรายังมีฐานปฏิบัติการที่อำเภอสัตหีบอีกด้วย
บริษัทฯ
มีพนักงานทั้งหมดเท่าใดและส่วนใหญ่เป็นพนักงานชาวไทยหรือชาวต่างชาติ
ปัจจุบันบริษัทเชฟรอนประเทศไทยฯ มีพนักงานประจำอยู่ทั้งสิ้นประมาณ 1,500 คน และเป็นพนักงานชาวไทยถึงร้อยละ 86 ของพนักงานทั้งหมด เป็นที่ทราบกันดีว่าการดำเนินธุรกิจด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมนั้น จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์เฉพาะด้าน เช่น สาขาวิศวกรรมปิโตรเลียม ธรณีวิทยา ธรณีฟิสิกส์ บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาบุคลากรจึงมีนโยบายและโครงการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพของบุคลากรชาวไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยี การบริหารจัดการ และการเรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ ด้านอุตสาหกรรมปิโตรเลียมที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ดังจะเห็นได้จากจำนวนพนักงานชาวไทยที่สามารถทดแทนชาวต่างชาติในงานด้านต่างๆ ได้เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพนักงานที่ปฏิบัติงานอยู่บนแท่นผลิตนอกฝั่งเกือบทั้งหมดเป็นพนักงานคนไทย
ประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติมากเพียงใดและจะสามารถนำมาใช้ไปได้อีกกี่ปี
ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะไม่มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่เช่นในตะวันออกกลางหรือในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย แต่ประเทศไทยก็นับว่ายังโชคดีที่มีแหล่งก๊าซธรรมชาติภายในประเทศแหล่งใหญ่ๆ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการนำมาพัฒนาประเทศ เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านเราอีกหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม พม่า อินโดนีเซีย แหล่งก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยส่วนใหญ่พบในอ่าวไทยและการขนส่งต้องส่งผ่านทางท่อใต้ทะเล ปัจจุบันมีบริษัทหลายแห่งเข้าไปดำเนินการสำรวจและพัฒนาแหล่งพลังงานเหล่านี้เพื่อตอบสนองความต้องการการใช้พลังงานของประเทศที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยแล้ว เรายังค้นพบก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบทั้งทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศซึ่งเป็นแหล่งไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์และช่วยประเทศลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศได้อีกทางหนึ่ง
ส่วนก๊าซธรรมชาติจะนำมาใช้ได้อีกกี่ปีเป็นเรื่องที่ตอบให้ชัดเจนได้ยาก เพราะการประเมินหรือการคำนวนหาปริมาณของแหล่งก๊าซหรือน้ำมันดิบต้องใช้หลักวิชาและเทคโนโลยีอีกทั้งยังมีปัจจัยประกอบอีกหลายด้าน เช่นหากเทคโนโลยีด้านการสำรวจขุดเจาะพัฒนามากขึ้นในอนาคตก็อาจทำให้ค้นพบแหล่งปิโตรเลียมเพิ่มเติมมากขึ้น หรือหากน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นก็จะเป็นแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการต่างๆ เข้ามาลงทุนสำรวจและผลิตมากขึ้นทำให้ค้นพบแหล่งใหม่ๆ หรือสามารถพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมที่พบแล้วในปัจจุบันแต่มีขนาดเล็กพัฒนาได้ยาก และมีค่าใช้จ่ายสูง ให้มีความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น ก็จะทำให้มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน หากย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้วคงไม่มีใครเชื่อว่าประเทศไทยจะมีก๊าซธรรมชาติมากพอที่จะผลิตได้เป็นเวลานานถึงถึง 20 ปี หรือยาวนานกว่านี้ แต่ในปัจจุบันในวงการอุตสาหกรรมปิโตรเลียมได้มีการประเมินกันว่าก๊าซธรรมชาติที่ถูกค้นพบแล้วจะสามารถนำขึ้นมาใช้ได้อีกประมาณ 30 ปี บนสมมติฐานของเทคโนโลยีและราคาในปัจจุบัน
ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติวันละเท่าไหร่เมื่อเทียบกับปริมาณที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
อัตราการใช้พลังงานขึ้นอยู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ หากประเทศไทยมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ระดับ 5-6% ต่อปีคาดว่าอัตราการใช้พลังงานจะสูงขึ้นในระดับเดียวกันหรือมากกว่าเล็กน้อย ในปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติวันละประมาณ 3,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต ร้อยละ 70 นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเป็นส่วนที่เราสามารถผลิตได้เองภายในประเทศประมาณวันละ 2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุต จากจำนวนที่ผลิตได้เองภายในประเทศเป็นก๊าซธรรมชาติที่ผลิตโดยบริษัทเชฟรอนฯ เฉลี่ยวันละประมาณ 1,600 ล้านลูกบาศก์ฟุต ส่วนที่เหลือผลิตโดยบริษัทผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น บริษัทปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น จากการประมาณการโดยบริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติจากผู้ผลิตทุกรายคาดว่าปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติภายในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยคาดว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็น 4,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต ในขณะที่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติของเราสูงกว่าปริมาณที่เราสามารถผลิตได้เองภายในประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากประเทศพม่าโดยเฉลี่ยวันละประมาณ 1,000 ล้านลูกบาศ์กฟุต
ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้เองในประเทศไทยมีราคาถูกหรือแพงกว่าในประเทศอื่นๆ
ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศไทยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-4 เหรียญสหรัฐต่อค่าความร้อน 1 ล้านบีทียู ซึ่งถือว่ามีราคาถูกกว่าในประเทศอื่นๆ เกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นประเทศเพื่อนบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยกันเช่นก๊าซจากประเทศพม่าที่เรานำเข้า หรือในประเทศญี่ปุ่นและประเทศสหรัฐอเมริกาที่ราคาเฉลี่ยก๊าซธรรมชาติโดยทั่วไปมีราคาอยู่ที่ประมาณ 7-10 เหรียญสหรัฐ จึงไม่น่าแปลกใจที่ราคาค่าไฟฟ้าในประเทศไทยนั้นมีราคาถูกกว่าทุกประเทศในอาเซียน อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เป็นต้น
นอกจากนั้น เมื่อเปรียบเทียบก๊าซธรรมชาติกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ เช่น น้ำมันดีเซล และ น้ำมันเตาแล้ว ก๊าซธรรมชาติยังมีราคาถูกกว่ามาก และมีประสิทธิภาพสูง ตลอดจนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย ในสภาวะปัจจุบันที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปสูงกว่า 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ราคาก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบมีราคาเพียงประมาณ 20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเท่านั้น ก๊าซธรรมชาติจึงเป็นเชื้อเพลิงที่ช่วยให้อุตสาหกรรมภายในประเทศประหยัดต้นทุนด้านพลังงานและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้น
สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติทำไมต้องทำกันระยะยาว
สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติต้องทำกันระยะยาวโดยส่วนใหญ่ประมาณ 25-30 ปีเพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายนักลงทุนซึ่งเป็นผู้ผลิตและฝ่ายผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากการดำเนินธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง รวมทั้งมีความเสี่ยงสูงอีกด้วยซึ่งในกรณีที่ไม่พบแหล่งปิโตรเลียมหรือเป็นแหล่งเล็กๆ ที่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์การลงทุนก็จะสูญเปล่า นักลงทุนจึงจำเป็นต้องมีความมั่นใจว่าหากลงทุนไปแล้วจะมีตลาดรองรับการใช้ก๊าซธรรมชาติซึ่งก็ต้องเป็นสัญญาระยะยาวจึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุน ในขณะเดียวกันฝ่ายผู้ซื้อเองก็ต้องการความมั่นใจว่าผู้ผลิตจะสามารถจัดหาและจัดส่งก๊าซธรรมชาติในอัตราที่ผู้ซื้อต้องการหรือตามที่ได้กำหนดไว้ในสัญญา เพราะหากว่าวันใดวันหนึ่งผู้ผลิตหยุดผลิตหรือไม่สามารถส่งก๊าซได้ด้วยเหตุใดก็ตามก็จะสร้างความเสียหายให้แก่ประเทศได้
ในการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติทั้งผู้ผลิตและผู้ซื้อก็จะทำการศึกษากันมาเป็นอย่างดีว่าราคาที่เหมาะสมที่สุดควรจะอยู่ที่จุดใด และทั้งสองฝ่ายจะทำการเจรจากันหลายครั้งเพื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบก่อนที่จะตกลงและลงนามในสัญญากันในที่สุด สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติฉบับแรกของประเทศไทยซึ่งก็คือสัญญาซื้อขายก๊าซพื้นที่ผลิตเอราวัณ ซึ่งลงนามกันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2521 นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเป็นสัญญาที่เป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายแม้จะผ่านกาลเวลามากว่า 20 ปีและเป็นแบบอย่างแก่สัญญาฉบับอื่นๆ ในเวลาต่อมา ส่งผลให้อุตหสาหกรรมด้านพลังงานในประเทศพัฒนาต่อมาจนถึงทุกวันนี้
ประเทศไทยได้ประโยชน์อย่างไรบ้างจากการผลิตน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติได้เองภายในประเทศ
นอกจากจะช่วยให้ประเทศไทยลดการนำเข้าพลังงานทั้งในรูปน้ำมันดิบ น้ำมันสำเร็จรูป ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหินจากต่างประเทศได้เป็นจำนวนมากแล้ว การที่ประเทศไทยมีบริษัทผู้ประกอบการจำนวนมากสนใจเข้าลงทุนในประเทศก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการลงทุนก็ย่อมก่อให้เกิดการจ้างงานขึ้นภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรและแรงงาน รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรมปิโตรเลียมสู่คนไทย และเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย นอกจากนั้น ในการดำเนินกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมบริษัทผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าภาคหลวงหรือส่วนแบ่งของรายได้ที่เกิดจากการทำธุรกิจให้แก่ภาครัฐในอัตราที่รัฐกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติปิโตรเลียม และหากมีกำไรจะต้องจ่ายภาษีเงินได้ให้กับรัฐในอัตราร้อยละ 50 ซึ่งรัฐได้รับรายได้จากการประกอบกิจการปิโตรเลียมในประเทศประมาณกว่า 90,000 ล้านบาทต่อปีเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ต่อไป





