เวลาถามเด็กๆ ว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบส่วนใหญ่มักได้แก่ อยากเป็นแพทย์ ตำรวจ วิศวกร ครู นักธุรกิจหรือแม้กระทั่งนักร้อง แต่เมื่อเร็วๆ นี้ มีเยาวชนไทยกลุ่มหนึ่งที่บางคนมีคำตอบแตกต่างไปจากคำตอบข้างต้น นั่นคือ “อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล” และสถานที่ที่เราได้ไปพบเจอเยาวชนไทยกลุ่มนี้ก็คือ “ค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลภาคฤดูร้อน ครั้งที่ 18” ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ที่ตั้งอยู่ ณ แหลมพันวา จังหวัดภูเก็ต
ค่ายนิเวศวิทยาทางทะลภาคฤดูร้อน หรือ Marine Ecology Summer Camp เกิดจากพันธมิตรระหว่าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน จังหวัดภูเก็ต นับเป็นเวลา 18 ปีแล้วที่จะมีเด็กๆ ถึงปีละประมาณ 30 คน มาใช้เวลากินอยู่หลับนอน เรียนหนังสืออย่างขมักเขม้นถึงหนึ่งเดือนเต็ม ณ สถาบันที่ได้ชื่อว่า เป็นศูนย์กลางแห่งวิทยาศาสตร์ทางทะเลของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว
นางหทัยรัตน์ อติชาติ ผู้จัดการฝ่ายนโยบายด้านรัฐกิจและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “ทางเชฟรอนสนับสนุนค่ายนิเวศวิทยาทางทะลภาคฤดูร้อนมาเป็นระยะเวลาสิบกว่าปีแล้ว ด้วยบริษัทเชฟรอนเองทำธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เรามีแท่นผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล ทำให้เราตระหนักว่า องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลนั้นสำคัญมาก และควรสนับสนุนอย่างยิ่งให้ประเทศไทยมีเยาวชนนักวิทยาศาสตร์ที่จะก้าวขึ้นมาพัฒนาศาสตร์ความรู้แขนงนี้ให้กับประเทศสืบไป เชฟรอนให้ความสำคัญกับการศึกษามาเป็นอันดับแรก เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทุกอย่างล้วนเริ่มมาจากการพัฒนาทรัพยากรบุคคลก่อนทั้งสิ้น เราจึงให้การสนับสนุนโครงการด้านการศึกษาหลากหลายโครงการแก่ทั้งภาครัฐและเอกชนมาโดยตลอด ซึ่งโครงการค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลภาคฤดูร้อนนี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่เชฟรอนให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นกิจกรรมด้านการศึกษาซึ่งผนวกมิติของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ด้วยกัน
เชฟรอนจึงได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ในการจัดโครงการพัฒนาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ดีๆ เช่นนี้ และยังตรงกับนโยบายของทางบริษัทในการเป็นพันธมิตรที่ดีกับทุกภาคส่วน ในการพัฒนาสังคม การศึกษาและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย”
ค่ายนิเวศวิทยาทางทะลภาคฤดูร้อนนี้ยังนับเป็นอีกเวทีหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยได้ใช้เวลาในช่วงปิดภาคฤดูร้อนอย่างมีคุณค่า กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในค่ายตลอดระยะเวลาหนึ่งเดือนนั้น นอกจากจะมุ่งหวังผลทางวิชาการที่จะให้นิสิต นักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้ต่อยอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแล้ว ค่ายนี้ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกความหวงแหนในการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป”
นายณัฐวุฒิ สารีอินทร์ หรือน้องคิว นักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “ประทับใจอาจารย์ปิติวงษ์ ที่ท่านทุ่มเทให้กับการสอนอย่างมาก ทุกสิ่งที่เคยได้เรียนมาท่านสอนให้นำมาบูรณาการให้ใช้ได้จริงๆ ประทับใจเพื่อนๆ ที่มีความรักในวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกัน รู้สึกว่าเรายังมีเครือข่ายผู้ที่สนใจอย่างเดียวกันมากขึ้น ประทับใจทีมงานที่เป็นคนนำทำกิจกรรมต่างๆ ที่คอยอธิบายการทำแล็บ ให้มีทักษะมากขึ้น ทั้งเรื่องหาดหิน หาดทราย ปะการัง ป่าชายเลน ได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้ได้จริง
ความรู้ที่ได้ล้วนเป็นเครื่องมือพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่จะทราบข้อมูลจากธรรมชาติ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้หลายแขนง อย่างน้อยเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพก็ช่วยให้มีความสนใจในธรรมชาติมากขึ้น ตระหนักในปัญหาของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เมื่อเรียนจบแล้ว ตนเองอยากทำงานเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เพื่อจะช่วยคงสภาพระบบนิเวศ เพื่อความอยู่ดีมีสุขของชาวบ้าน เพราะบางทีภูมิปัญญาชาวบ้านดีกว่าเรามาก แต่ไม่สามารถแก้ไขหรือประมวลข้อมูลให้ออกมาทางวิทยาศาสตร์ได้ ก็อยากจะเข้าไปช่วย”
ส่วนนายอัจฉริยะ ยอดพิจิตร หรือน้องแฟ้ม นักศึกษาภาควิชาเทคโนโลยีการประมง คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า “รู้จักค่ายนี้จากอาจารย์ที่ปรึกษาที่เคยส่งรุ่นพี่มาค่ายนี้ เมื่อไปสอบถามรุ่นพี่ก็ได้คำแนะนำเป็นอย่างดี ประทับใจความรู้ต่างๆ ที่ได้จากค่าย ผมอยากทำงานเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เรียนมาโดยตรงแต่ทางอ้อมแล้วก็จำเป็นอย่างมาก เช่น ถ้าเราจะทำนากุ้ง หากเรามีความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศป่าชายเลน เราก็จะไม่ไปทำลายบริเวณป่าชายเลน เป็นต้น”
ด้านนางสาวชนากานต์ ป้องขวาเลา หรือน้องหลิว นิสิตภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ใครว่าการศึกษาคือการลงทุน ไม่จริงเสมอไป เพราะค่ายนี้ เราไม่ได้ลงทุนเลย เราได้กำไรล้วนๆ และการมาค่ายนี้ ทำให้ประทับใจในความเอื้อเฟื้อและความกรุณาของบริษัทเชฟรอน เพราะการทำค่ายนี้ ต้องใช้ทุนทรัพย์อย่างมาก ผู้ที่มาค่ายจะได้รับทั้งความรู้ เอกสาร ที่พัก อาหารที่ดีตลอดระยะหนึ่งเดือน อีกทั้งอาจารย์ และคณะผู้ดูแลก็ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ เต็มที่กับการสอนและให้ความรู้ ตอบคำถามข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ตนเองก็หวังจะนำทั้งความรู้และทักษะจากการทำ mini project ไปเป็นแนวทางในการทำปัญหาพิเศษที่คณะต่อไป”
ความเข้มข้นของค่ายนิเวศวิทยาทางทะลภาคฤดูร้อนตลอดหนึ่งเดือนเต็มนี้ นอกจากจะมอบประกาศนียบัตรให้กับนิสิต นักศึกษาที่เข้าร่วมแล้ว ยังมีเนื้อหาอัดแน่นมากพอที่หลายๆ มหาวิทยาลัยยอมรับให้โอนเป็นหน่วยกิตได้วิชาหนึ่งกันเลยทีเดียว นอกจากนี้ ค่ายนี้ยังเจือไปด้วยบรรยากาศสนุกสนานของการเรียนรู้ ทั้งห้องเรียนในแล็บทดลองของนักวิจัยมืออาชีพ และในห้องเรียนธรรมชาติ ยามออกไปเก็บตัวอย่างทางทะเล ทั้งหาดหิน หาดทราย ปะการังและป่าชายเลน พร้อมกับเพื่อนใหม่จากหลากหลายสถาบันการศึกษา ที่ทุกคนล้วนมุ่งมั่นและมีใจรักในวิทยาศาสตร์แขนงนี้ เนื่องจากนิสิต นักศึกษาทุกคนที่สมัคร จะต้องเขียนบทความอธิบายเหตุผลที่อยากเข้าร่วมค่าย ผ่านการสัมภาษณ์และต้องเคยผ่านวิชาชีววิทยาพื้นฐานบางตัวมาแล้ว และนี่เองที่ทำให้ค่ายนิเวศวิทยาทางทะเลภาคฤดูร้อนนี้มีเอกลักษณ์โดดเด่นมาเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่มุ่งมั่นพัฒนานักวิทยาศาสตร์น้อยๆ ให้กับประเทศไทย
|